® ใบอนุญาตเลขที่ 11/08655 | เปิดทำการ จันทร์-ศุกร์ ( 09.00 - 17.30 น. ) วันเสาร์ ( 09.00 - 15.00 น. )
@imaginetour imaginetourservice
 02-868-3699  099-392-9399
® ใบอนุญาตเลขที่ 11/08655 | เปิดทำการ จันทร์-ศุกร์ (09.00 - 17.30) วันเสาร์ (09.00 - 15.00)
หน้าหลัก   บทความท่องเที่ยว   9 สถานที่สุดฟิน ที่คุณต้องไป Check-in

9 สถานที่สุดฟิน ที่คุณต้องไป Check-in

1271
View

9 สถานที่สุดฟิน ที่คุณต้องไป Check-in

...อิสตัลบูลเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่า เป็นดินแดน 2 ทวีป อยู่ทั้งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป ที่คุณควรจะเดินทางไปเที่ยวชม สักครั้งของชีวิต ซึ่งวันนี้ Imagine Tour จะพาไปเช็คอินสถานที่สำคัญ ๆ สุดฟิน ที่จะพาคุณอินจนต้องรีบจองตั๋ว....หรือจองทัวร์กับเรา

ปามุคคาเล่ (Pamukkale) 


               เป็นภาษาตุรกี หมายถึง ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle) ตั้งชื่อตามลักษณะภูมิศาสตร์ ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์ที่ตะกอนของหินปูนทำปฏิกิริยากับอากาศ จับตัวแข็งกลายเป็นแอ่ง และมีธารน้ำแร่ใต้ดินไหลเอ่อล้นผุดขึ้นมาบนพื้นผิว รวมเป็นแอ่งน้ำหินปูนที่ลดหลั่นกัน กว้าง 300 เมตร ยาวกว่า 3 กิโลเมตร ก่อนไหลลงจากผาสูง 100 เมตร จากระดับน้ำทะเล 
               ความงดงามสุดวิจิตรของสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นจากบ่อน้ำร้อนที่อุดมไปด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต หรือหินปูน ซึ่งเมื่อน้ำพุร้อนระเหยขึ้นมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ไอน้ำก็จะค่อย ๆ ก่อให้เกิดชั้นของแคลเซียมเกาะบริเวณขอบบ่อจนเกิดเป็นผนังสีขาวขึ้นนั่นเอง และด้วยความเชื่อว่า ปามุคคาเล่ เป็นเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาบำบัดการอาการต่าง ๆ ทำให้ในอดีตชนเผ่ากรีก-โรมันได้เข้ามาสร้างเมืองอยู่บนบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ และขนานนามเมืองนั้นว่า ฮีเอราโพลิส อันหมายถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์ และถูกใช้เป็นสปาบำบัดโรคมานานกว่าพันปีนั่นเอง


สุเหร่าสีน้ำเงิน หรือ “บลูมอสก์” (Blue Mosque)


              สร้างขึ้นในเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี สร้างขึ้นในสมัยสุลต่านอาห์เมตที่ 1 ในปีค.ศ. 1609 ถึง 1616 มีแรงบันดาลใจในการสร้าง คือ ต้องการเอาชนะหรือสร้างมัสยิดให้มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียของศาสนาคริสต์ เพราะวิหารเซนต์โซเฟียเคยเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง มีสุลต่านหลายพระองค์ต้องการสร้างมัสยิดที่มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียมาแทบทุกยุคสมัย แต่ไม่มีใครทำสำเร็จ มีเพียงสุลต่านอาห์เมตที่ 1 และเมห์เมตอาอา (Mehmet) สถาปนิกผู้ออกแบบ เขาต้องการให้โลกรู้ว่าเขามีความสามารถเหนือกว่าผู้ออกแบบวิหารเซนต์โซเฟีย จึงออกแบบให้มีขนาดใหญ่และอลังการกว่า
              สุเหร่าแห่งนี้ประดับด้วยกระเบื้องอิซนิก บนกำแพงชั้นในที่มีสีฟ้าสดใสลายดอกไม้ต่าง ๆ เช่น กุหลาบ ทิวลิป คาเนชั่น ฯลฯ โดยหันหน้าเข้าวิหารเซนต์โซเฟีย เพื่อประชันความงามกันคนละฝั่ง ถ้ามองจากด้านนอกวิหารจะมองเห็นหอสวดมนต์ 7 หอ ซึ่งปกติมัสยิดจะมีหอสวดมนต์เพียง 1 หรือ 2 หอ แต่มัสยิดแห่งนี้มี หอมินาเร็ตทั้ง 7 หอ


คัปปาโดเกีย (Cappadocia)


                คัปปาโดเกีย มรดกโลกของยูเนสโกแห่งนี้สะกดผู้คนที่มาเยือนด้วยหินทูฟา (Tufa) รูปร่างแปลกตาที่มีประตูหน้าต่างเจาะเป็นรู เป็นชื่อเก่าแก่ภาษาฮิตไทต์ (ชนเผ่ารุ่นแรก ๆ ที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้) แปลว่า “ดินแดนม้าพันธุ์ดี” ในปัจจุบันนี้ก็ยังเลี้ยงม้ากันอยู่บริเวณนี้ และทางองค์กรยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนเมืองใต้ดินแห่งคัปปาโดเกีย เป็นสถานที่มรดกโลกไปแล้ว
                ตั้งอยู่ทางตอนกลางของตุรกีเป็นพื้นที่พิเศษเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเออซิเยส และภูเขาไฟฮาซาน เมื่อประมาณ 3 ล้านปีมาแล้ว (ปัจจุบันภูเขาไฟทั้ง 2 ดับแล้ว) ทำให้ลาวาที่พ่นออกมาและเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลกระจายไปทั่วบริเวณทับถมเป็นแผ่นดินชั้นใหม่ขึ้นมา จากนั้นกระแสน้ำ ลม ฝน แดด และหิมะ ได้กัดเซาะกร่อนกินแผ่นดินภูเขาไฟไปเรื่อย ๆ นับแสนนับล้านปี จนเกิดเป็นภูมิประเทศประหลาดแปลกตาน่าพิศวง ที่เต็มไปด้วยหินรูป แท่ง กรวย (คว่ำ) ปล่อง กระโจม โดม และอีกสารพัดรูปทรง ดูประหนึ่งดินแดนในเทพนิยายจนผู้คนในพื้นที่เรียกขานกันว่า “ปล่องไฟนางฟ้า” ที่ในปี ค.ศ.1985 ยูเนสโกได้ประกาศให้พื้นที่มหัศจรรย์แห่งนี้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งแรกของตุรกี


พระราชวังโดลมาบาห์เช่ (Dolmabahce) 


               สร้างโดยสุลต่านอับดุล เมซิด (Abdul Mecit) ในปี 2399 เป็นพระราชวังสุดหรูหราอลังการ ถือเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในตุรกี ที่ทุ่มเงินสร้างคิดเป็นเงินในปัจจุบันถึงประมาณพันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว พระราชวังแห่งนี้สะท้อนถึงความคลั่งไคล้ยุโรปของสุลต่านอับดุล เมซิดออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ใช้เวลาสร้างถึง 30 ปี ด้วยหินอ่อน ศิลปะแบบตะวันออกผสมผสานกับตะวันตก ตัวอาคารยาวถึง 600 เมตร ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลมาร์มาราในช่องแคบบอสฟอรัสบนฝั่งทวีปยุโรป 
             โดยมีพื้นที่ 45,000 ตารางเมตร ซึ่งประกอบไปด้วยห้องพัก 285 ห้อง, ห้องโถง 46 ห้อง, ห้องอาบน้ำ 6 ห้องและห้องสุขา 68 ห้อง พระราชวังถูกออกแบบด้วยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานกันของสไตล์บาร็อก (Baroque), โรโกโก (Rococo), นีโอคลาสสิก (Neoclassical) และออตโตมันแบบดั้งเดิม สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมและศิลปะยุโรปที่มีผลต่อออตโตมันในช่วงเวลานั้น จุดเด่นของวังแห่งนี้คือ มีการประดับตกแต่งด้วยความประณีตวิจิตรตระการตา มีทั้งเฟอร์นิเจอร์ พรม โคมไฟ เครื่องแก้วเจียระไน และรูปเขียน รูปถ่ายต่าง ๆ และที่มีชื่อเสียงมาก


พระราชวังทอปกาปิ (TOPKAPI PALACE) 


                เป็นศูนย์กลางบริหารราชการแผ่นดินของราชวงศ์ออตโตมันอันยิ่งใหญ่ ที่ได้แผ่ขยายอำนาจปกครองไปกว้างใหญ่ไพศาลมากถึงประเทศฮังการี โรมาเนีย ยูโกสลาเวีย บัลแกเรีย กรีซ ซีเรีย อิรัก เลบานอน อียิปต์ ลิเบีย แอลจีเรีย ตูนิเซีย และโมร็อกโก และยังเป็นพระราชวังที่ประทับของสุลต่านมานานกว่า 3 ศตวรรษ สร้างโดย 'จักรพรรดิเมห์เมตผู้พิชิต'(MEHMET THE CONQUEROR) หลังจากที่ยึดครองคอนสแตนติโนเปิลในปี ค.ศ.1453 ได้ไม่นานนัก และทรงประทับอยู่ที่นี่จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ เมื่อปี ค.ศ.1481 
                สุลต่านองค์ต่อ ๆ มาก็ได้ถือธรรมเนียมประทับที่นี่กันตลอดมาจนถึงศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันพระราชวังทอปกาปิ กลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ใช้เก็บและแสดงทรัพย์สมบัติอันมีค่าของสุลต่านออตโตมานสมัยต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ พระราชวังชั้นนอก, พระราชวังชั้นใน และฮาเร็ม ในอดีตภายในพระราชวังนี้ จะมีข้าราชบริพารทำงานกันอยู่ประมาณ 5 พันคน จึงมีสภาพคล้ายตัวเมืองที่ซับซ้อนอยู่ในตัวเมืองอีกชั้นหนึ่ง ตัวพระราชวังนั้นได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรในยุคที่จักรวรรดิออตโตมานรุ่งเรืองถึงขีดสุด


ม้าโทรจัน (Trojan horse)


                         ม้าโทรจัน หรือ ม้าไม้เมืองทรอย เป็นม้าขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้ จากมหากาพย์อีเลียดเรื่องสงครามเมืองทรอย ม้าไม้นี้เกิดขึ้นจากอุบายของโอดิสเซียส ในการบุกเข้าเมืองทรอย ที่มีป้อมปราการแข็งแรง หลังจากที่รบยืดเยื้อมานานถึง 10 ปีแล้ว ด้วยการให้ทหารสร้างม้าไม้นี้ขึ้นมา แล้วลากไปวางไว้หน้ากำแพงเมืองทรอย แล้วให้ทหารกรีกแสร้งทำเป็นล่าถอยออกไป เมื่อชาวทรอยเห็นแล้วเข้าใจว่าเป็นบรรณาการที่ทางฝ่ายกรีกสร้างขึ้นมาเพื่อบูชาเทพเจ้าและล่าถอยไปแล้ว จึงลากเข้าไปไว้ในเมืองและฉลองชัยชนะ เมื่อตกดึก ทหารกรีกที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ ก็ไต่ลงมาเผาเมืองและปล้นเมืองทรอยได้เป็นที่สำเร็จ
                         ปัจจุบัน ม้าโทรจัน ได้กลายมาเป็นสำนวนในภาษาอังกฤษ และเป็นชื่อของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่เมืองชานักกาเล ประเทศตุรกี ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเมืองทรอยจริงตามประวัติศาสตร์ ทางผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Troy เมื่อปี ค.ศ. 2004 ก็ได้มอบม้าไม้ตัวที่ใช้ในเรื่องให้แก่เมือง ซึ่งกลายเป็นจุดสนใจและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองด้วย


เอฟฟิซุส (Ephesus)


                  เมืองโบราณแห่งนี้ ในปัจจุบันได้มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดี เมืองเอฟฟิซุสนี้ เป็นเมืองในยุคโบราณที่ยิ่งใหญ่ สวยงามสมกับการเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เมืองโบราณเอฟฟิซุส รุ่งเรืองในยุคสมัยกรีกและโรมัน มีอายุกว่า 2,500 ปี เป็นที่อยู่อาศัยของชาวไอโอเนียน (Ionian) ที่อพยพมาจากกรีก ซึ่งรุ่งเรืองขึ้นมาในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ผู้คนที่ร่ำรวยในเมืองนี้ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม ราคาแพง โดยผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในเมือง จะไม่อยากให้คนจากที่อื่น หรือคนอาศัยอยู่รอบ ๆ หรือคนที่สกปรกเข้ามาภายในเมือง จึงได้สร้าง Roman Bath หรือ โรงอาบน้ำโรมันขึ้น ณ ส่วนทางเข้าอาณาจักร เพื่อให้ใครที่จะเข้ามานั้น จะต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาดเสียก่อน
                  แผนผังเมืองเอฟฟิซุสนั้น ได้ชื่อว่าเป็นเลิศทางด้านยุทธศาสตร์ทหารและการค้า โดยตัวเมืองตั้งอยู่ติดกับทะเลเอเจียน เรือสินค้าสามารถเทียบท่าได้ใกล้ประตูเมืองมาก และตัวเมืองเอฟฟิซุสนั้น ตั้งอยู่ในหุบเขาที่ขนาบด้วยภูเขาสูงสองด้าน คือ ภูเขาคอเรสซัส (Mount Coressus) กับ ภูเขาไพออน (Mount Pion) จึงทำให้ข้าศึกบุกโจมตีได้ยากมาก


อันตัลยา (Antalya) 


                   เสน่ห์แห่งตุรกีริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ เมืองท่องเที่ยวชายทะเล ที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Sea) อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของตุรกี เป็นอีกหนึ่งเมืองประวัติศาสตร์ ซึ่งสามารถย้อนกลับไปประมาณ 150 ปี ก่อนคริสตกาล สำหรับตัวเมืองนั้นตั้งอยู่บนที่ราบชายฝั่งแคบ ๆ ที่ล้อมรอบด้วยภูเขาและท้องทะเลอันงดงาม จนนักท่องเที่ยวที่เคยมาเยือนล้วนให้การยกย่องว่าเป็น "ริเวียร่าแห่งตุรกี" สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองอันตัลยานั้น แน่นอนว่าในช่วงฤดูร้อน หรือราว ๆ เดือนเมษายน ถือว่าเป็นหนึ่งในเวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมเมือง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวภายในเมืองนั้นก็มีทั้งส่วนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ที่ถือว่ามีความเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


 

ทะเลสาบน้ำเค็ม Tuz Golu


              เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของตุรกี ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีเปอร์เซ็นต์ของเกลือสูงมาก ๆ หากเดินทางไปเที่ยวทะเลสาบเกลือในหน้าร้อน น้ำทะเลสาบจะเหือดแห้งเหลือเพียงแต่กองเกลือที่ตกผลึกเป็นแผ่นหนาหลายสิบเซนติเมตรมองเห็นเป็นพื้นสีขาวสุดสายตา และที่ทะเลสาบเกลือแห่งนี้ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำหนัง Star War อีกด้วย
สาเหตุที่มีน้ำทะเลเป็นสีแดงก็เพราะว่าแท้จริงแล้วมันคือสีของสาหร่าย ‘Dunaliellam salina’ และหากใครที่คิดว่าสาหร่าย Dunaliellam salina เป็นอันตรายต่อทะเล คุณคิดผิดแล้ว เพราะสาหร่ายที่ว่านี้ไม่มีอันตรายเลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังเป็นสาหร่ายที่ถูกนำไปใช้ในเครื่องสำอาง และอาหารเสริมต่าง ๆ อีกด้วย

พร้อมแล้วไปหาที่เช็คอินได้ที่ >> ทัวร์ตุรกี <<


ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นจาก Imagine Tour Service

เพียงแค่คุณกรอกอีเมลแล้วกดส่งพร้อมรับ โปรโมชั่นดี ๆ อีกมากมาย
กรุณากรอกอีเมลล์ให้ถูกต้อง